ผู้เขียน หัวข้อ: เพราะกีฬาคือชีวิต เกมแดงเดือด ณ จุดตัดของโชคชะตา  (อ่าน 9 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

20-10-2019 , 08:42:33
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2045
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


นี่คือสองทีมที่ครองแชมป์มากที่สุดในแผ่นดินอังกฤษ กับจำนวนถ้วยแชมป์ลีกรวมกัน 38 สมัย และเคยถูกขนานนามว่าเป็นเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ในนามของเกม Red War หรือในชื่อ “แดงเดือด” ที่คนไทยคุ้นเคยกันมาเป็นเวลาร่วม 30 ปี

​ภาพความทรงจำของแฟนบอลคือการห้ำหั่นกันแบบไม่มีใครยอมใครในสนาม ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่แคร์ว่าอันดับของใครจะเป็นอย่างไร ฟอร์มตอนนั้นจะเป็นแบบไหน ถ้าต้องเจอกันเมื่อไหร่ก็ใส่กันยับเมื่อนั้น

นำ 3-0 เหรอ? ไล่ตาม 3-3 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บก็มีมาแล้ว

​แต่ดูเหมือนการพบกันในระยะหลังของ “ผีแดง”​ และ “หงส์แดง” จะไม่ได้เดือดในแบบนั้นอีกแล้ว การพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นเกมที่จืดชืดและขาดเสน่ห์อย่างน่าใจหาย

​ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลงานของทั้งสองทีมในเวลานี้เริ่มสวนทางกัน โดยต้องยอมรับว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เริ่มเข้าสู่ความตกต่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งความจริงก็เริ่มตั้งแต่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

สวนทางกับลิเวอร์พูล ที่เริ่มตั้งหลักได้ แม้จะยังไม่สามารถพิชิตแชมป์ลีกได้แต่เวลานี้จากผลงานที่ปรากฏพอจะพูดได้ว่าพวกเขาคือทีม (หนึ่ง) ที่แกร่งที่สุดในพรีเมียร์ลีกและในยุโรป

​ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการพยายามเปรียบเทียบทั้งสองทีม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในหรือนอกสนาม ซึ่งสามารถมองเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดทิศทางของสโมสรที่ลิเวอร์พูล เก่งเรื่องในสนามเพราะมีไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส คอยขีดเส้นกำกับดูแลให้ ตรงข้ามกับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เอ็ด วูดเวิร์ด ถนัดในเรื่องของการหาเงินมากกว่าเรื่องของการหานักเตะและกำหนดทิศทาง

​ขณะที่ในสนาม เยอร์เก้น คล็อปป์ คือสุดยอดกุนซือที่ช่วยพลิกชีวิตหงส์แดงที่เกือบเข้าสู่ยุคตกต่ำให้กลับมาเป็นทีมที่ดีอีกครั้ง ตรงข้ามกับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่นับตั้งแต่เฟอร์กี้วางมือพวกเขาเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้วหลายคน

ตั้งแต่ เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน​ ฮาล, โจเซ่ มูรินโญ่ มาจนถึงโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ยังไม่มีกุนซือคนไหนที่พาทีมกลับมายิ่งใหญ่ได้อีก

​อย่างไรก็ดีด้วยความที่เป็นเกม “แดงเดือด” สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น 90 นาทีในสนาม

​สำหรับแมนฯ​ ยูไนเต็ด นี่คือเกมที่ “Perfect” เหมือนที่โซลชาร์ บอกไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วหลังพ่ายนิวคาสเซิลว่าในสถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้ เกมแดงเดือดกับลิเวอร์พูล นี่แหละคือโอกาสดีที่สุดที่พวกเขาจะได้พลิกชะตาของตัวเอง

​ถึงจะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนลำบากในการเจอกับลิเวอร์พูลในสถานการณ์นี้ แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะแมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสเต็มเปี่ยมที่จะเป็นผู้ชนะได้ และประวัติศาสตร์ก็สอนตลอดว่าต่อให้เป็นช่วงฟอร์มแย่ แต่การเล่นเกมแดงเดือดในโอลด์ แทรฟฟอร์ด พวกเขาทำได้ดีเสมอ

​ครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูล บุกมายัดเยียดความปราชัยได้ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 2014 หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และหากนับการพบกันใน 27 ครั้งก่อนหน้านี้ในพรีเมียร์ลีกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด คู่ปรับอย่างหงส์แดงก็บุกมาคว้าชัยชนะได้เพียงแค่ 5 ครั้งเท่านั้น

​ในเกมนี้โซลชาร์ ยังมีโอกาสจะได้ลูกทีมที่บาดเจ็บไปกลับมาหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ลุค ชอว์, อารอน วาน-บิสซากา สองฟูลแบ็กที่มีความสำคัญมาก รวมถึงอองโตนี มาร์กซิยาล กองหน้าตัวอันตรายที่หายหน้าไปหลายนัด

​จะแย่หน่อยก็ตรงที่นักเตะที่สามารถช่วยพลิกเกมได้อย่าง ปอล ป็อกบา ยังกลับมาไม่ได้ และดาวิด เด เคอา เทพพิทักษ์ของทีมบาดเจ็บจากเกมทีมชาติ

​สัญญาณที่ดีอีกประการคือการที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด กลับมาทำประตูได้อีกครั้งในเกมทีมชาติ และอาจจะคืนความมั่นใจได้บ้าง เพราะโดยปกติแล้วเขามักจะทำได้ดีในเกมแดงเดือดตามประสาแมนคูเนียนเลือดแท้ที่ “อิน” กับเกมนี้เป็นพิเศษ

​เกมนี้โซลชาร์ ต้องการชนะสถานเดียวเพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการคืนชีพของทั้งทีมและตัวเขาเอง ดังนั้นเชื่อได้ว่าเราน่าจะได้เห็นนักเตะยูไนเต็ด สู้ไม่ถอยอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าพวกเขาพบจังหวะการเล่นของตัวเอง ไม่ใช่จะไม่มีโอกาสเป็นผู้ชนะ
บ้านบอล
​จุดที่เป็นปัญหาคือเกมรุกที่ขาดจินตนาการ ซึ่งหวังว่ากุนซือชาวนอร์เวย์จะหาทางปรับให้ทีมดีขึ้นบ้างในเกมนี้

เพราะเกมนี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พิสูจน์ตัว หลังเริ่มมีกระแสข่าวว่ามีการเจรจากับ แม็กซ์ อัลเลกรี ไปบ้างแล้ว

​สำหรับลิเวอร์พูล เกมนี้ไม่ได้ถึงขั้นคอขาดบาดตายในแบบเดียวกัน แต่เกมนี้เป็นโอกาสดีอีกครั้งที่พวกเขาจะได้พิสูจน์ว่ายุคสมัยของพวกเขาได้กลับมาแล้ว

​อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างที่ผลงานในการเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะในยุคของคล็อปป์ ที่ยังไม่เคยคว้าชัยชนะที่นี่ได้เลยแม้แต่นัดเดียว ไม่ว่าจะเล่นดี เล่นใช้ได้ หรือเล่นแย่แค่ไหนก็ตาม

​หนึ่งในปมที่คล็อปป์ ต้องหาทางแก้ให้ได้คือฟอร์มของ 3 ประสานในแดนหน้าอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ และ โม ซาล่าห์ ที่ยิงประตูในเกมแดงเดือดได้เพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้นจากการพบกันรวม 16 นัด (ของผู้เล่นทั้งสาม)

​แถมไม่เคยยิงที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดได้ด้วย!

​ถ้าสามประสานที่ว่ากันว่าดีที่สุดของยุคสามารถเล่นออกได้ตามมาตรฐานของตัวเอง และผลิตสกอร์ได้บ้าง นั่นหมายถึงลิเวอร์พูล ก็มีโอกาสเช่นกันที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้และปลดล็อกอาถรรพ์ของตัวเองได้ เพราะการที่ไม่เคยชนะเกมแดงเดือดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นหนึ่งในสิ่งที่ติดค้างในใจ

​ถ้าลิเวอร์พูล ชนะได้ในเกมนี้ อะไรก็หยุดพวกเขาได้ยาก เพราะความมั่นใจจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีก แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้ามหากพวกเขาถูกหยุดได้ในเกมนี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องโอกาสของการลุ้นแชมป์ที่จะมีความสั่นคลอนทางจิตใจทันที

​เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างก็มีสิ่งที่คาดหวัง และเดิมพันของตัวเอง

​เป็นเกมแดงเดือดบนจุดตัดของโชคชะตา ที่ผลการแข่งขันที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้

​ปีศาจแดง อาจจะกลับมาดีได้อีกครั้ง หรืออาจจะแย่และต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกหน

​หงส์แดง เองก็อาจจะสะดุด หรืออาจจะประกาศศักดาและพาตัวไปให้บินสูงขึ้นยิ่งกว่าเวลานี้

​เพราะในเกมแดงเดือด ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น